Ikigai วิถีแห่งความสุขของชาวญี่ปุ่น

Ikigai

อิคิไก คือ แนวคิดของชาวญี่ปุ่นที่มีการนำคำว่า iki ที่แปลว่า “ชีวิต” หรือ “การมีชีวิต” และคำว่า gai แปลว่า “คุณค่า” เมื่อนำคำเหล่านี้มารวมกัน จึงได้เป็นนิยามว่า “คุณค่าของการมีชีวิตอยู่” แนวคิดนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น อย่างที่เราได้เห็นกันบ่อยๆ ว่าชาวชนบทของญี่ปุ่นที่มีอายุเกือบร้อยปี แต่ยังมีสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข สามารถทำการเกษตรและดูแลตัวเองได้แบบไม่ต้องพึ่งพาใคร จึงทำให้หลายๆ คนให้ความสนใจศึกษาแนวคิดนี้กันมากขึ้น

ด้วยสภาพสังคมเมืองในปัจจุบันที่มีแต่ความเร่งรีบ การแข่งขัน ตามหาความต้องการต่างๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนทำให้หลงลืมการใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุขไป วันนี้เราเลยจะพาไปรู้จักกับ IKIGAI กันให้มากขึ้นค่ะ

องค์ประกอบของ Ikigai

อิคิไก คือส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างงานที่รัก กับงานที่ทำได้ดี ซึ่งมันประกอบไปด้วย 4 อย่างนี้

  • What you love (your passion) สิ่งที่รัก
  • What the world needs (your mission) สิ่งที่โลกต้องการ
  • What you are good at (your profession) สิ่งที่ถนัด
  • What you can get paid for (your vocation) สิ่งที่มีคนยอมจ่ายเงินให้เรา

ซึ่งการค้นพบ ikigai จะนำมาซึ่งความสุขและการเติมเต็มในชีวิต และทำให้มีอายุที่ยาวนานขึ้น

ikigai

สิ่งที่เรารัก (Passion)

Ikigai

คือ ความหลงใหล คลั่งใคล้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นความชอบที่อินมากๆ จนอยากจะทำสิ่งนั้นนานๆ เช่น การมีแพชชั่นในเรื่องศิลปะ คนนั้นก็จะวาดรูปได้ทั้งวี่ทั้งวัน ตื่นมาก็คิดถึงแต่เรื่องการวาดรูป ไปไหนมาไหนก็อยากจะวาดรูปตลอดเวลา บางคนอาจจะหลงรักในการทำกาแฟ อยากเป็นบาริสต้า เค้าคนนั้นก็จะศึกษาเรื่องนั้นอย่างจริงจัง และลงมือทำมันด้วยความรัก ความละเมียดละไม ใส่ใจในทุกรายละเอียด

ซึ่งเราสามารถมองออกได้ว่าคนนั้นทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความรักจริงหรือไม่ และเมื่อไหร่ที่เราทำงานด้วย Passion มันก็จะยิ่งช่วยให้เรามีความสุขมากขึ้น เราสามารถค้นหาได้ด้วยการเขียนมันออกมาให้หมด เรื่องที่ชอบทำ งานอดิเรก เช่น ชอบงานเขียน ชอบแสดงออก ชอบแต่งบ้าน ชอบงานศิลปะ ชอบชงกาแฟ ชอบจัดดอกไม้ ลงไปในช่องสิ่งที่คุณรักนี้

สิ่งที่เราถนัด (Profession)

Ikigai

คือการทำงานได้แบบไหลลื่น ไม่ต้องฝืนใจ เป็นสิ่งที่ทำได้จนคล่อง ถ้ายังไม่ค่อยแน่ใจเบื้องต้นให้มองหาจากความรู้สึกที่ว่าเราเก่งทางด้านไหนจากสาขาวิชาที่เรียนจบมา วิชาที่เรียนแล้วชอบได้คะแนนดี และจากงานที่ทำ เช่น เก่งภาษาอังกฤษ เก่งภาษาญี่ปุ่น เก่งงานขาย พูดเก่ง มนุษยสัมพันธ์ดี แล้วลองมองลึกไปอีกว่าความสามารถเฉพาะทาง ทักษะที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ มีแค่เราเท่านั้นคืออะไร เพราะเราต่างเติบโตและถูกสั่งสอนมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมือนกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก ซึ่งภาพจำและประสบการณ์เหล่านั้นแหละ ที่ทำให้เราพิเศษกว่าคนอื่นๆ อย่างเช่นว่า บางคนอาจจะโตมากับการที่ได้เห็นแม่ทำกับข้าวอร่อยๆ แล้วตอนเด็กๆ ก็ชอบที่จะเข้าครัวไปช่วยแม่ คนนั้นก็จะได้รู้กลเม็ดวิธีการทำอาหารให้อร่อย ที่แตกต่างจากคนอื่น อย่างเราเอง สกิลเฉพาะตัวเลยก็คือการทำงานประดิษฐ์ ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ ชอบงานดีไซน์สวยๆ ชอบอ่านหนังสือ จึงทำให้เราสนใจที่จะเรียนและทำงานในด้านการทำดีไซน์ด้วย

สิ่งที่โลกต้องการ (Mission)

คือคุณค่าที่อยู่ในตัวเองที่สามารถส่งต่อไปให้กับผู้คนรอบๆตัว และทำให้เกิดประโยชน์กับคนที่ได้รับมันไป ช่วยทำให้ชีวิตของเค้าดีขึ้น เช่น การขายอาหารเพื่อสุขภาพ การเขียนบล็อกที่มีข้อมูลน่ารู้ หรือจะเป็นการที่เราทำสิ่งที่ช่วยเหลือคนอื่นได้ เช่น การเป็นจิตอาสาช่วยเหลือสังคม การช่วยเหลือสัตว์ยากไร้ การเป็นมังสวิรัติ การให้คำปรึกษากับคนที่มีความทุกข์ เป็นไปได้ทั้งเรื่องที่ทำแล้วได้เงินและไม่ได้เงิน

แต่ถ้าอยากพบอะไรที่มันแตกต่างกว่านี้ ก็ต้องออกสำรวจ ใช้ใจฟังให้ดีว่าใครกำลังต้องการความช่วยเหลือบ้าง อาจจะเริ่มจากปัญหาเล็กๆของตัวเราเอง แล้วลองสังเกตุดูซิว่ามีคนอื่นข้างนอกที่ประสบปัญหาเหมือนกับเราหรือไม่ แล้วเรามีวิธีก้าวผ่านปัญหานี้อย่างไรได้บ้าง

สิ่งที่มีคนยอมจ่ายเงินให้เรา (Vocation)

งานที่ทำแล้วได้เงิน

คือ งานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงิน ไม่ว่าจะเป็นงานหลัก หรือจะเป็นงานเล็กงานน้อย เคยเปลี่ยนมาแล้วกี่อาชีพ เคยทำอะไรมาบ้างก็ลองเขียนออกมาเป็นข้อๆ เพื่อให้เห็นว่าอะไรที่เราทำแล้วมันแฮปปี้ ได้ประสิทธิภาพสูงบ้าง แล้วมันต้องแลกมากับอะไรบ้าง ตัวอย่างเช่น อาชีพที่ทำอยู่ทุกวัน เป็นนักบัญชี นักกฎหมาย รับจ้างวาดรูป รับจ้างเย็บเสื้อ เป็นล่ามแปลภาษา เป็นเลขา ขายของออนไลน์ ทำขนมขาย ทำมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งงานที่ทำแล้วได้เงินเยอะ อาจจะไม่ได้มีความสุขเท่ากับงานที่ทำเงินได้น้อยก็เป็นได้ พอเราเริ่มเขียนลงไปเยอะๆมันจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น

เมื่อเขียนลงไปจนครบทุกช่อง จะเจอสิ่งที่มันปรากฏซ้ำๆ อยู่ในทุกช่อง นั่นแหละคือ อิคิไก ของแต่ละคน ซึ่งมันเหมือนกับว่าเราได้ค้นพบแนวทางแล้วว่า สิ่งนี้แหละที่ทำให้เราอยากจะตื่นขึ้นมาทำทุกวัน ตัวอย่างเช่น เรารู้แล้วว่า อิคิไก ของเราคืองานดีไซน์ที่มีสีสัน สเต็ปต่อไปเราก็ต้องพยายามทำให้จุดนี้ของเราโดดเด่นออกมาด้วย โดยการค่อยๆปั้นแต่งมันให้มีความชัดเจนขึ้น ต่อยอดให้มันมีความเฉพาะตัวมากขึ้น และสามารถเข้าถึงคนได้มากขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันอยู่ใน DNA ของเราอยู่แล้วอยู่ที่ว่าเราจะนำไปประยุกต์ใช้อย่างไร จะต่อยอดหรือเพิ่มเติมที่ส่วนไหนได้บ้างนั่นจะทำให้ Ikigai ของเรานั้นสมบูรณ์และยั่งยืน

เมื่อเราเจอสิ่งที่เราอยากจะทำแล้ว ก็จะช่วยให้เรามีความสุขกับการทำงาน มีทัศนคติที่ดีกับงานที่ทำมากขึ้น แล้วผลงานก็จะออกมาดีด้วย นั่นยิ่งทำให้ตัวตนข้างในของเรายิ่งเด่นชัดขึ้น ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่ใจของเรานั้นมีความสุข สุขที่ได้ทำงาน สุขที่ได้ใช้ชีวิต สุขที่ยังมีครอบครัวให้ดูแลและคิดถึง ซึ่งความสุขเหล่านี้มันอาจจะไม่ได้ต้องการเงินเยอะแยะเพื่อให้มันสุขมากขึ้นเลยนะ เมื่อใจเป็นสุข สิ่งดี ๆ ก็จะทยอยเดินเข้ามาหาเราเอง

บทส่งท้าย

แนวคิด อิคิไก เป็นแนวคิดที่น่าสนใจมากๆ และยังเป็นที่รู้จัก ถูกหยิบยกมาพูดถึงกันมากขึ้นในสื่อหลายแขนง เพราะแนวคิดนี้ช่วยตอบโจทย์ชีวิตได้ในหลายๆ แง่ ช่วยให้คนที่สับสน ขาดเป้าหมายชีวิต มีแนวทางและสามารถค้นหาคำตอบที่ใช่ให้กับตัวเองได้ อันจะนำมาซึ่งคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตในแต่ละวัน และท้ายที่สุดคือการมีความสุขกับชีวิต ไม่เจ็บ ไม่จน ไม่เครียด นั่นเอง

ใครอยากลองหา ikigai ให้ตัวเองบ้าง ดาวน์โหลดเทมเพลทได้ที่นี่เลย

แหล่งอ้างอิง

  • ขอบคุณข้อมูลจาก Plaradise